เด็กสมาธิสั้น

เด็กสมาธิสั้น คือ กลุ่มเด็กเก่ง ไหวพริบและไอคิวดีมาก โดย นพ.สมชาติ สุทธิกาญจน์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เด็กสมาธิสั้น คือ กลุ่มเด็กเก่ง ไหวพริบและ ไอคิวดีมาก แต่คำว่า สมาธิสั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเป็นแง่ลบว่า ปัญญาอ่อน ไม่สามารถจะเรียนอะไรได้เลย กลับตรงข้าม เป็นเด็กที่มีสมาธิมากเหมือนอยู่ในภวังค์ในเรื่องที่ชอบ สนใจแต่ ไม่อาจมีสมาธิได้เลยในเรื่องที่ไม่สนใจ ลักษณะเด็กสมาธิสั้นเด็กสมาธิสั้น หรือเรียก “ไฮเปอร์” มีประวัติ ใน วัยเด็กทั้งเหม่อและซน อยู่ไม่นิ่ง ชอบปีนป่ายทำกิจกรรม มากมาย โดยเฉพาะการวิ่งเล่นซน ไม่รู้จักเหน็ด เหนื่อยทั้งวัน ยกเว้นการทำอะไร ที่ไม่สนใจจะทำได้ จะทำได้ไม่นาน หยุกหยิก เหม่อเหมือนไม่ฟังเวลาพูดคุยด้วยแต่กลับรู้เรื่องหมด เพราะสมองไวเหมือนเรดาร์ แบ่งภาคการรับรู้ได้มาก จึงเลือก ตรวจจับ รับข้อมูลหรือคำสั่งเฉพาะเรื่องที่สนใจและสำคัญ เช่น เสียงเรียกของแม่ที่เริ่ม อารมณ์เสีย หงุดหงิดกับการบอกหลายครั้งแล้วยังไม่ฟัง ไม่ทำตาม เพราะกำลังเพลิน มีสมาธิมากกับการเล่น ในเด็กผู้ชาย มักเป็นสมาธิสั้นแบบซน เคลื่อนไหวเร็ว เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์แรงแต่เบรกไม่ค่อยดี […]

อุทาหรณ์สอนใจหญิง ฉบับที่ 32

ย้อนไปสมัยมหาลัย โบว์ เป็นเพื่อนชะนีของเรา นางเป็นนีที่มีเอกลักษณ์เด่นชัดคือซ่า แก่น เปรี้ยว และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ระหว่างช่วงปีสามอยู่ดีๆโบว์ก็หายไป นางไม่มาเรียน นางไม่ติดต่อใคร และเหวี่ยงตัวเองออกไปจากสังคมเพื่อนเกือบเดือน แต่แล้ววันหนึ่งนางก็ติดต่อมา วันนั้นโบว์นัดช่า กอล์ฟ และหยกออกไปข้างนอกโดยที่ไม่บอกเหตุผลว่านัดไปทำอะไร ด้วยความดีใจที่เพื่อนคัมแบ็คสเตจ ทุกคนเลยพร้อมใจกันออกไปหานางอย่างไม่มีเงื่อนไข โบว์ขับรถมารับช่าที่หอ และวนไปรับกอล์ฟและหยกที่บ้าน ในขณะที่อยู่บนรถ นางขับเข้าเมืองไปเรื่อยๆจนถึงแถบสุขุมวิท เพื่อนทุกคนเฮฮากันตามปกติ มีแต่โบว์คนเดียวที่มีท่าทีเงียบและนอยโลกตลอดเวลา จนทุกคนเริ่มทนไม่ไหว ช่า : อีโบว์ มึงเป็นอะไรของมึงวะ นี่นั่งเงียบมาตั้งแต่ขับรถมารับกูแล้วนะ กอล์ฟ : เออ…นัดพวกกูมา กูก็ออกมาแบบอารมณ์แจ่มใสเลยนะ แล้วดูมึงอีดอก นั่งอมขี้ตลอดทาง หยก : มีอะไรรึเปล่า? โบว์ : …………. ช่า : มีอะไรก็เล่า ที่ลากออกมานี่คือจะปรึกษาอะไรใช่มั้ย? โบว์ : …..อืม กอล์ฟ : ทำไม?….อยากรีแพร์? หยก : อีดอก 55555 […]

มองในมุมลูก

(บทความนี้ ดึงมาจาก FB notes ที่เขียนไว้เมื่อ August 31, 2014.) ไปรับแอลที่ รร. ทุกครั้ง จะเห็นผู้ปกครอง (พ่อ-แม่บ้าง ปู่ย่าตายายบ้าง) คอยเร่งให้เด็กๆ รีบไหว้ลาครู แล้วไปขึ้นรถ พอเด็กชี้ไปที่บ่อปลา หรือกระถางต้นไม้ ด้วยความอยากรู้ ก็จะตัดบทว่าไว้ค่อยดู แล้วก็จูงมือแกมดึงไปที่รถ ป๊าเคยอ่านบทความอันนึง จำชื่อเรื่องไม่ค่อยได้ แต่ประมาณว่า มองในมุมของลูก เค้าจะเอากล้องอันเล็กๆ ติดไว้บนหมวก แล้วให้เด็กใส่หมวก เพื่อทำวิจัย ผลที่ได้พบว่า มุมมองเด็ก น่าอึดอัดมาก และชอบมองอะไรซ้ำๆ นานๆ อาจารย์ที่ทำวิจัยแนะนำว่า ถ้าอยากเข้าใจเด็กให้มากขึ้น ให้ก้มลงในระดับเดียวกับเค้า เพื่อมองสิ่งที่เค้าเห็น และตั้งใจฟังสิ่งที่เค้าถามหรืออยากรู้ และถ้าเค้าอยากให้อุ้ม อย่าปฏิเสธ เพราะเค้าก็อยากมองสิ่งต่างๆ รอบตัว ในมุมของผู้ใหญ่บ้าง (อุ้มเค้าให้นานเท่าที่เราจะอุ้มไหว เพราะวันนึงเค้าก็โตพอ ที่จะเดินเอง และไม่ต้องการให้เราอุ้มอีก) หลังจากได้อ่านบทความนั้น ป๊าก็พยายามเอามาปรับใช้ ทุกครั้งที่แอลวิ่งออกมาจากห้องเรียน ป๊าจะย่อตัวลงให้ต่ำ เพื่อให้แอลวิ่งมากอดได้ถนัด เสร็จแล้วก็ฟังแอลพูดคุยอีกชุดใหญ่ […]

เรื่องราวของคุณยาย นักลงทุน

คุณยาย Grace Groner ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนมกราคม ด้วยอายุ 100 ปี เธอเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุสิบสอง ครอบครัวที่รับอุปการะ ส่งเสียเธอให้เข้าเรียนที่ Lake Forest College พอเรียนจบมา เธอก็ทำงานเป็นเลขานุการที่บริษัท Abbott Lab และใช้เงินเก็บมาลงทุนเล็กน้อย โดยซื้อหุ้นของบริษัท Abbott Lab เป็นจำนวนสามหุ้น ในปี 1935 (หุ้นละ 60 เหรียญ) รวมเป็นเงิน 180 เหรียญ เธอไม่ได้ใส่ใจกับหุ้นที่เธอซื้อมากนัก และเมื่อเวลาผ่านไป เธอมารู้ภายหลังว่า หุ้นบริษัท Abbott Lab ที่เธอเคยซื้อไว้จำนวน 3 หุ้น ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านเหรียญ (ประมาณ 300 ล้านบาท) เธอเป็นคนเรียบง่าย ใช้ชีวิตสมถะ ก่อนเสียชีวิต เธอประกาศบริจาคเงินทั้งหมด ให้กับ Lake Forest College เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลน การลงทุนของเธออย่างไม่ตั้งใจนั้น […]

ชาวประมง กับนักธุรกิจ

นักลงทุนชาวอเมริกันนายหนึ่ง กำลังยืนอยู่บนท่าเรือ ของชายฝั่งหมู่บ้าน เม็กซิกันแห่งหนึ่ง ขณะที่มีเรือประมงลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาจอด แล้ว เขาก็ได้เห็นปลาโอครีบเหลืองตัวโต ๆ กองอยู่บนเรือลำนั้น ชาวอเมริกัน เอ่ยชมชาวประมงท้องถิ่นที่จับปลาได้เก่ง ก่อนจะถามว่า “คุณใช้เวลาในการจับปลาพวกนี้นานไหม” ชาวประมงตอบว่า “ครู่เดียวเท่านั้นแหละครับ” “อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่อยู่นานอีกหน่อยเพื่อจะได้ปลามากกว่านี้ล่ะ” เขาสงสัย คน ถูกถามตอบเรียบ ๆ “นี่ก็พอเลี้ยงครอบครัวในวันนี้แล้วครับ” นักลงทุนผู้ มาเยือนถามใหม่ “แล้วคุณเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรล่ะ” “ผมก็ยุ่งทั้งวัน แหละครับ นอนตื่นสาย ๆ จับปลาวันละนิดหน่อย เล่นกับลูก ๆ นอนพักกลางวันกับภรรยาของผม เดินเล่นในหมู่บ้าน จิบไวน์ และเล่นกีต้าร์กับเพื่อนฝูงในตอนเย็น ๆ” คนอเมริกันจึงพูด อย่างกระหยิ่มว่า “ผมจบเอ็มบีเอจากฮาร์วาร์ด สามารถให้คำแนะนำคุณได้นะ อันดับ แรกก็คือ คุณน่าจะจับปลาให้เยอะกว่านี้ เพื่อที่จะได้ซื้อเรือลำโต ๆ ผล จากการมีเรือลำโต ก็จะทำให้คุณมีเงินมากพอที่จะซื้อเรือเพิ่มขึ้น จาก นั้น คุณก็นำปลาที่จับได้ไปขายให้โรงงาน โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง อย่างในตอนนี้ หรือไม่ก็สร้างโรงงานเสียเอง […]

สิ่งที่เรามักจะนึกเสียใจก่อนเสียชีวิต โดย Bronnie Ware

นักเขียนผู้นี้เคยทำงานดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุย และรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่ถ้าทำได้อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นที่มักจะพบในผู้ป่วยที่กำลังใกล้เสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ครับ ประเด็นแรก คือ ผู้ป่วยเหล่านี้อยากจะมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ตนเองอยากหรือต้องการจะเป็น ไม่ใช่ดำรงชีวิตตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้อื่น ซึ่งพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยอยากจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดครับ เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยพบว่าชีวิตตนเองกำลังจะสูญเสียไป และมีโอกาสมองย้อนกลับไปในอดีตนั้น จะพบว่ามีความฝันหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำหรือยังไม่บรรลุ และเมื่อใกล้จะเสียชีวิตก็จะพบว่าความฝันของตนเองนั้นจะไม่มีวันบรรลุ และส่วนใหญ่ก็มักจะมานั่งนึกเสียใจ เพราะสาเหตุที่ไม่สามารถทำตามความฝันได้นั้น เป็นเพราะตัวเองเลือกที่จะไม่ทำเอง ตัวเองเลือกที่จะทำตามสิ่งที่ผู้อื่นขีดเส้นทางให้เดิน ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกๆ ท่านนะครับ ที่ในช่วงชีวิตหนึ่ง ถ้ามีโอกาสและเลือกได้ก็ควรจะเดินตามความฝันของตัวท่านเอง เพราะคนเราหนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อวันนั้นมาถึง เราก็คงจะไม่มีแรงที่จะเดินตามความฝันที่เราต้องการแล้ว การมีสุขภาพที่ดีจะช่วยทำให้ท่านเดินตามความฝันได้ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่สุขภาพท่านเริ่มแย่แล้ว อิสระในการเดินตามฝันก็ท่านก็จะลดน้อยลง ประเด็นที่สอง คือ ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเหล่านั้น คิดเสียใจว่าในอดีตจะไม่ได้ทำงานหนักเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยชายเกือบทุกคนเลยครับ คุณผู้ชายเหล่านี้มักจะเสียใจว่าในอดีตที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้มีเวลาในการดูแลลูกๆ ของตนเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ได้อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากภรรยาเท่าที่ควร ผู้ป่วยที่เป็นชายเกือบทุกคนจะรู้สึกเสียดายว่าในอดีตใช้ และให้เวลากับงานมากเกินไป ข้อสังเกตนี้ก็น่าคิดนะครับ ว่าในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการทำงานมากเกินไปหรือไม่ เราต้องการแสวงหารายได้ ชื่อเสียง เกียรติยศมากเกินไปหรือไม่ สุดท้ายเมื่อเราใกล้ตายเราจะสำนึกเสียใจว่าเราได้พลาดโอกาสดีๆ […]

เดินจังหวะลูก /ธนา เธียรอัจฉริยะ

ผมมีลูกสาวตัวเล็กๆ น่ารักสองคน คนโตชื่อ โมเนต์ อายุห้าขวบกว่าๆ คนเล็กชื่อเมนิ อายุสี่ขวบ กำลังอยู่ในวัยอ้อนพ่ออ้อนแม่ ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ รู้แต่ว่าผมต้องพยายามกลับบ้านให้ทัน ก่อนสองสาวนอนหลับเกือบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ตัวติดกันตลอด คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะนึกถึงแต่ว่าจะสอนลูกให้เป็นคนยังไง ให้มีน้ำใจ ไหว้สวย ไม่งอแง นึกอะไรออกก็พยายามสอน ก็ไม่ค่อยได้นึกว่าจะเรียนรู้อะไรจากลูกได้ เพราะลูกยังเด็กยังเล็กอยู่ แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันตลอด มีบ่อยครั้งที่ลูกผมพูดหรือแสดงท่าทีอะไรที่ทำให้ผมต้องหยุดคิด และทบทวนตัวเองเป็นประจำ เมื่อไม่นานมานี้ ผมพาเด็กๆกับภรรยาไปเที่ยวอเมริกา ไปอยู่หลายเมือง สองอาทิตย์ที่ไปเที่ยว เป็นสองอาทิตย์ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตผม ได้มีโอกาสตะลอนๆ ไปทั้งครอบครัว ได้ผจญภัยเล็กๆ ตามที่ต่างๆ มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้ม ได้เห็นตัวเล็กทั้งสองสนุกสนานกับของเล่นบ้าง ทิวทัศน์รอบทางบ้าง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ระหว่างทางในหลายๆ ครั้ง ผมกับภรรยาก็จะเดินดูโน่นดูนี่เป็นปกติในจังหวะก้าวย่างของเรา ก็จะได้ยินเสียงเมนิ ลูกสาวคนเล็กบ่นปวดขา เดินไม่ทัน เหนื่อย เวลาไปเดินในที่ที่คนเยอะ ก็มีเผลอไปจับมือคนอื่น คิดว่าเป็นพ่อแม่บ้าง เราก็ได้แต่ขำๆ ในตอนแรก แต่พอใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลา มีจังหวะหนึ่งที่ลูกผมบ่นว่า เดินไม่ทันซึ่งปกติผมก็คงไม่ได้สนใจอะไร แต่จังหวะนั้นผมบอกลูกว่า เดี๋ยวจะลองเดินก้าวช้าๆ เท่าลูกดู ผมก็เลยลองเดินช้าๆ […]

เว่ยเจิง ขุนนางผู้ไม่ไว้หน้ากษัตริย์

หลังเหตุจลาจลที่ประตูเสวียนอู่ผ่านพ้นไป มีคนหลายคนต่างเตือนหลี่ซื่อหมินว่า: “เว่ยเจิงเคยเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติของหลี่มี่และโต้วเจี้ยนเต๋อ หลังจากที่ทั้งสองพ่ายแพ้การต่อสู้ในครั้งนั้น เว่ยเจิงก็ทำงานให้กับรัชทายาทเจี้ยนเฉิง และเคยทูลให้เจี้ยนเฉิงกำจัดหลี่ซื่อหมิน” หลี่ซื่อหมินเรียกเว่ยเจิงเข้าพบ จากนั้นจึงถามเขาว่า “เหตุใดท่านจึงสร้างความร้าวฉานให้กับครอบครัวของเรากันเล่า?” เว่ยเจิงกราบทูลด้วยสีหน้าที่ไม่ยำเกรงว่า “น่าเสียดายที่ตอนนั้นรัชทายาทไม่ทำตามคำที่ข้าน้อยกราบทูล มิเช่นนั้นแล้ว วันนี้คงไม่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้” หลี่ซื่อหมินรู้สึกว่าเว่ยเจิงเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมา และมีความกล้าหาญ เขาไม่เพียงแต่ไม่ฆ่าขุนนางผู้นี้ แต่หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ยังทรงแต่งตั้งให้เขาทำหน้าที่เป็นขุนนางจอมทัดทานประจำราชสำนักอีก ด้วย เว่ยเจิงกล้าที่จะเสนอความคิดเห็นอย่างไม่เกรงกลัวอาญาใดๆ เมื่อเขาพบว่ากษัตริย์ถังไท่จงทรงมีรับสั่งในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ก็จะถวายการทัดทานอย่างไม่ไว้หน้า ทำให้พระองค์กริ้วจนไม่รู้จะเอาพระพักตร์ไปไว้ที่ใด มีอยู่ครั้งหนึ่ง เว่ยเจิงโต้เถียงกับพระองค์ในท้องพระโรงจนหน้าดำหน้าแดง หลังจากกลับถึงพระตำหนัก พระองค์ทรงมีรับสั่งกับพระชายาว่า: “คงมีสักวัน ที่ข้าจะต้องตัดศีรษะขุนนางเก่าแก่อย่างเว่ยเจิง! เขาพูดจาไม่เคยไว้หน้าข้าแม้แต่น้อย ทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าเหล่าขุนนางในท้องพระโรง!” หลังจากพระมเหสีได้ฟังเช่นนั้น จึงรีบเปลี่ยนฉลองพระองค์มาอยู่ในชุดที่เป็นทางการ จากนั้นจึงก้มลงกราบกษัตริย์ถังไท่จงแล้วทูลว่า: “กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับพระองค์ด้วยเพคะ! กษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาฌานเท่านั้นจึงสามารถมีขุนนางที่เถรตรงอยู่ข้างพระ วรกาย การเป็นคนมีนิสัยเช่นนี้ของเว่ยเจิง แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาฌานยิ่งเพ คะ!” เมื่อพระองค์ได้สดับฟังดังนั้น ความโกรธก็มลายหายไป ครั้นปี ค.ศ. 643 เว่ยเจิงถึงแก่อสัญกรรม กษัตริย์ถังไท่จงทรงเสียพระทัยอย่างมาก พระองค์ทรงตรัสว่า: “การใช้คันฉ่องทองเหลืองสามารถส่องดูการแต่งตัวได้ เฉกเช่นเดียวกับการนำประวัติศาสตร์มาเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่ง เรืองและก ารล่มสลาย ดังนั้น การนำคนมาเป็นกระจกเงาสามารถทำให้ล่วงรู้ความถูกและความผิดได้เช่นกัน บัดนี้เว่ยเจิงได้เสียชีวิตไปแล้ว […]

อึ อึ๊ บอกสุขภาพ

ทราบไหมคะว่า อึ อึ๊ ที่ดีมีลักษณะอย่างไรและเราควร อึ อึ๊ กันมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน เช้าพรุ่งนี้ลองก้มมองหลังปลดทุกข์หนักกันเสียหน้อยจะได้รู้นิสัยการกินและ สุขภาพของเราว่าเป็นอย่างไร “อาจารย์บุนเป โยริฟุจิ (เจ้าของหนังสือ หัวใจอึ)” กันสักหน่อย เพราะอาจารย์ท่านนี้เองที่คิดค้น “การตรวจสุขภาพแบบใหม่” ที่สามารถตรวจได้ทุกวัน และไม่สิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองเลยสักนิด เพียงแค่ “อึ” ออกมาเท่านี้ คุณก็สามารถรู้แล้วว่า สุขภาพของคุณในช่วงนั้นเป็นอย่างไร แบบที่ 1 “อึแบบกล้วย” มีสีเหลือง มีกลิ่นแบบพอรับได้ มีปริมาณน้ำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป เมื่อตกลงน้ำแล้วจะลอยตัว พร้อมจะมีเศษหลุดออกมา อึแบบนี้เป็นอึที่มีสภาพดีมาก บอกถึงสภาพจิตใจที่ดี และอาหารที่รับประทานก็มีความสมดุลต่อร่างกาย ควรรักษาให้มีอึแบบนี้ตลอดไปจะดีต่อสุขภาพของคุณ แบบที่ 2 “อึแบบผอม” มีสีน้ำตาลแดงปนดำ มีน้ำประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์ เวลาปล่อยจะมีลักษณะขาดเป็นช่วงๆ คล้ายเส้นอุด้ง รูปร่างผอมลีบ เหลวข้น และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว อึแบบนี้จะมาจากคนที่กล้ามเนื้อท้องมีปัญหา อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร หรือกำลังอยู่ในช่วงที่ลดน้ำหนักจนมากเกินไป อึแบบนี้ไม่ดีนัก ควรปรับปรุงด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น […]

เงินเดือน 2 ปีแรกขอใช้ให้พอใจ แล้วปีที่ 3 ค่อยเก็บ

ตามหัวข้อกระทู้เป็นความคิดของ จขกท เมื่อเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ ๆ คิดไว้ว่าขอใช้เงิน 2 ปี แล้วปีที่ 3 เป็นต้นไปค่อยเก็บเงิน แล้วให้พ่อกับแม่…….. หลังจากได้เงินเดือน ๆ แรกมา อะไรที่อยากได้ซื้อหมด เหลือแค่เงินพอใช้ทั้งเดือนไม่เหลือเก็บ หาก เดือนไหนที่บ้านต้องใช้เงิน เนื่องจากน้องยังเรียนมหาลัยอยู่ ก็ส่งให้บ้างแต่ไม่ทุกเดือน ทำแบบนี้ได้ 1 ปี…….. เย็นวัน หนึ่งแม่โทรมาเล่าว่า……” วันนี้แม่ไปหาหมอมา หมอบอกว่าแม่เป็นซีสต์ที่เต้านม หมอนัดผ่าตัด.นะ “ วันไหนจำไม่ได้แล้ว เราก็เป็นห่วงแม่แต่ก็ไม่ได้คิดไรมากเพราะซีสต์ใคร ๆ ก็เป็นและรักษาได้ พอ วันผ่าตัดก็โทรไป แม่ก็บอกว่า “ ไม่เป็นไร แม่หายแล้ว หมอนัดให้ไปดูอาการอีกที” หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ต้องไปตามที่หมอนัด ตกเย็นพ่อก็โทรมาว่า “หมอพบอาการผิดปกติ หมอตัดชิ้นเนื้อแม่ไปตรวจอีกที รอฟังผลอยู่” เราก็เริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว แต่ก็ยังลุ้น ๆ ว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอก พอวันที่ไปฟังผลตรวจ เราก็โทรไปหาพ่อ “พ่อ เป็นยังบ้าง อาการแม่เป็นยังไงบ้าง” “ […]

1 2 3 4 5 6 29