ดูงบบริษัทนอกตลาดฯ

หลายเดือนก่อน อยากรู้ว่าร้าน Ya Kun ในไทย เป็นยังไงบ้าง เพราะเห็นสาขาแถวบ้าน ปิดตัวไปแล้ว แต่ไปเปิดสาขาใหม่ที่สามย่านมิตรทาวน์ เป็น kiosk เล็กๆ ที่นั่งจำกัด แต่ก็มีลูกค้าพอสมควร

พอเข้าไปดูงบการเงินฯ อันดับแรกคือ ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 17.9 ล้านบาท

เท่ากับบริษัทนี้ ไม่เหลือส่วนทุนแล้ว และมีหนี้สินรวมกว่า 24 ล้านบาท

ทีนี้มาดูรายได้ของบริษัท

Ya Kun Thailand

รายได้บริษัท
ปี 59 มีรายได้ 13.65 ล้านบาท
ปี 60 มีรายได้ 14.09 ล้านบาท
ปี 61 มีรายได้ 3.5 ล้านบาท

ไม่แน่ใจว่าทำไมปี 61 รายได้ถึงลดฮวบขนาดนี้ อาจจะมีการขายกิจการ หรือแยกบริษัทย่อยบางบริษัทออกไป (ไม่อยู่ในตลาดฯ หาข้อมูลตรงนี้จะทำได้ยาก)

กำไร/ขาดทุน
ปี 59 ขาดทุน 7.48 ล้านบาท
ปี 60 ขาดทุน 2.87 ล้านบาท
ปี 61 ขาดทุน 0.86 ล้านบาท

สรุปคือ ขาดทุนทุกปี แต่ค่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ แต่รายได้ก็หายไปเยอะมาก ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร ถ้าอยู่ในตลาดฯ จะตามได้ง่ายกว่านี้

ตัวต่อไป ร้าน You & I ชาบู ร้านนี้เห็นเมนูแล้วอยากลองเข้าไปกิน แต่ด้วยมีเด็กเล็ก กินบุฟเฟ่ต์ไม่ค่อยคุ้ม กับยังไม่มีสาขาใกล้ๆ บ้าน เลยยังไม่ได้แวะไปซักที ได้แต่เดินผ่านไปผ่านมา

you-and-i-shabu

ในร้านมีลูกค้าพอสมควร คิดว่างบฯ น่าจะดี (ปกติชอบดูงบฯ เพื่อไว้ศึกษา แม้งบฯ บริษัทนอกตลาดฯ หลายๆ อัน จะแต่งเติมก็ตามที)

ส่วนของผู้ถือหุ้น
ปี 59 อยู่ที่ 88.49 ล้านบาท
ปี 60 อยู่ที่ 94.40 ล้านบาท
ปี 61 อยู่ที่ 101.14 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้น เพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าบริษัทน่าจะดำเนินกิจการได้ค่อนข้างดี

รายได้บริษัท
ปี 59 มีรายได้ 132.55 ล้านบาท
ปี 60 มีรายได้ 137.80 ล้านบาท
ปี 61 มีรายได้ 202.71 ล้านบาท

กำไร/ขาดทุน
ปี 59 กำไร 5.19 ล้านบาท
ปี 60 กำไร 5.91 ล้านบาท
ปี 61 กำไร 7.09 ล้านบาท

ปี 61 รายได้เติบโตสูงมากๆ แต่มีรายจ่ายสูง (ไม่แนใจว่ารายจ่ายที่สูงขึ้นนี้เพราะอะไร) ทำให้กำไรในปี 61 ดูน้อยผิดปกติ (แต่ก็เพราะเป็นบริษัทนอกตลาดฯ คงจะตามได้ค่อนข้างยาก)

หน้าแรกของข้อมูลนิติบุคคล แจ้งว่ากรรมการผู้มีอำนาจคือ ยุพิน ชัยวิกรัย (ถือหุ้น 100%) ซึ่งชื่อนี้เคยเห็นผ่านตา แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน เลยลอง google ดู เจอว่าเป็นผู้บริหารบริษัทมหาชนในตลาดฯ ชื่อ บริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TCC

ยุพิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ TCC ถือหุ้นอยู่ 161.64 ล้านหุ้น คิดเป็น 12.63% และตระกูลชัยวิกรัย ถือหุ้นใน TCC รวมกันราวๆ 25%

ความสงสัยเลยเกิดขึ้น เพราะในเมื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัทมหาชน และเป็นผู้บริหารด้วย (รองประธานกรรมการ) ทำไมปล่อยให้บริษัทในตลาดฯ ขาดทุน เงินสดร่อยหรอ และมูลค่าหุ้นตกต่ำขนาดนี้ (market cap เหลือไม่ถึง 300 ล้านบาท) ส่วนบริษัทนอกตลาดฯ กลับโตเอาๆ

ไปตามอ่านดูในงบ และรายงานในแต่ละไตรมาส พบว่ามีการผ่องถ่ายสินทรัพย์ เกิดขึ้นระหว่างกันเยอะมากๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ปี 60 มีการจัดตั้งบริษัท CMC เพื่อลงนามซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จาก บริษัท ฟาร์อีสท์ปั่นทอ อุตสาหกรรม จำกัด หรือเรียกว่า FAR EAST (ซึ่งตระกูลชัยวิกรัยเป็นเจ้าของ 100%) มูลค่าสูงถึง 600 ล้านบาท มีการเร่งรัดลงนาม และผ่านมติภายในไม่กี่เดือน ทั้งที่บริษัท TCC กระแสเงินสดไม่เพียงพอ อีกทั้งยังต้องลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 190 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นโครงการตลาดการเกษตร (ตลาดนครชัยศรี)

ในการศึกษาความเป็นไปได้โครงการฯ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนตลาดนครชัยศรี (Internal Rate of Return/IRR) อยู่ที่ 18.31% ต่อปี

ในความเป็นจริง ตั้งแต่เปิดตลาดฯ มา ผลประกอบการขาดทุนทุกปี และไม่ส่งผลดีกับตัวบริษัท TCC แม้แต่น้อย หรือเรียกว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างมาก

นอกจากนี้ทางผู้บริหารยังได้ขายกิจการสำคัญ คือธุรกิจอาหาร-ไอศกรีม ให้แก่บริษัทนอกตลาดฯ ที่ตนเองเป็นเจ้าของอยู่

ผู้ขาย: บริษัท ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TCC ถือหุ้น บริษัท เอ็นวายซี-ไทย บีดี จำกัด (NYC) ในสัดส่วน 99.99% – ทำธุรกิจนำเข้า และจำหน่ายไอศกรีมภายใต้เครื่องหมายการค้า “Emack and Bolio’s”

ผู้ซื้อ: บริษัท ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ป จำกัด (YOU&I) ถือหุ้นโดย ยุพิน ชัยวิกรัย ในสัดส่วน 100% (ยุพินเป็นผู้บริหารบริษัท TCC อยู่ด้วย)

TCC ได้ทำการขายหุ้นบริษัท NYC ทั้งหมด (5,999,996 หุ้น) ให้แก่บริษัท YOU&I ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงมาก (NYC มีทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท) ดังนี้

บริษัทฯ จะทําการขายหุ้นสามัญ NYC ทีบริษัทฯ ถืออยู่ทั้งหมดจํานวน 5,999,996 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 ให้กับ YOU&I ในราคาหุ้นละ 1.2521 บาท สําหรับหุ้นที่เรียกชําระเต็มมูลค่าหุ้น (หุ้นละ10 บาท จํานวน 1,999,996 หุ้น) และหุ้นละ 0.6887 บาท สําหรับหุ้นที เรียกชําระแล้วบางส่วน (หุ้นละ 5.50 บาท จํานวน 4 ล้านหุ้น) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,259,000 บาท

ทั้งนี้ บริษัทฯ อ้างว่า เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ NYC (แต่กลับขายกิจการให้กับตัวเองนอกตลาดในราคาถูกๆ)

คงบอกไม่ได้ว่าบริษัทนี้ น่าลงทุนหรือไม่…

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”