มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้น ตอน 2

ดร.ไพบูลย์ โพสต์เกี่ยวกับมูลค่าที่ดิน ที่ซื้อไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ใน Money Talk Facebook Page

รายละเอียดตามนี้

สัปดาห์ที่แล้ว ผมขายที่ดินที่ซื้อมา20ปีก่อนที่เชียงใหม่ไปครับ
....ซื้อมาราคา ตรว.ละ 500 บาท ขายไป ตรว.ละ 4500 บาท
ราคาขึ้นไป 9 เท่าเลยทีเดียว
หลายคนอาจจะบอกว่า ผลตอบแทนคงมหาศาล
แต่เอาเข้าจริงไม่ใช่ครับ
...ผลตอบแทนแค่ 11% กว่าต่อ ต่อปี เท่านั้นครับ
น้อยจนไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ราคาขึ้นไปตั้ง 9 เท่า
นี่เป็นความมหัศจรรย์ของการทบต้นครับ
....

อย่างที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ ดอกเบี้ยทบต้น คือ สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

การลงทุนในที่ดิน ถ้าได้ทำเลดี สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากเป็นสิบเท่า ในเวลา 20 ปี แต่ในระหว่างนั้น มันจะไม่สร้างรายได้ หรือกระแสเงินสดให้กับเรา (คล้ายๆ กับการลงทุนในทองคำ หรืออัญมณีอื่นๆ)

แต่ถ้าเราลงทุนในกิจการในตลาดฯ ที่มีผลตอบแทนเป็นเงินปันผล และส่วนต่างมูลค่าหุ้น นอกจากเราจะได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างมูลค่าหุ้นแล้ว เรายังมีรายรับจากเงินปันผลระหว่างทางไปด้วย

ผลตอบแทนของการลงทุนรูปแบบต่างๆ ในอเมริกา ปี 1926-2011

investcompare
เครดิต: ดร.สมจินต์ ศรไพศาล บลจ.ทหารไทย

ผลตอบแทนการลงทุนในไทย 14 ปี ย้อนหลัง

investthai
ตัวเลขทั้งหมดมาจาก “จัดทัพลงทุน” กับ “รวยแบบอัตโนมัติ”
ของ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กับ คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์

นอกจากนี้ ดร.ไพบูลย์ยังได้ทำวิจัย ผลตอบแทน จากการลงทุน โดยอาศัย PE PB และอัตราเงินปันผล เป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน ผลที่ได้ น่าสนใจอย่างมาก ดังนี้

PB < 1 && PE < 3 && ปันผล > 3% โดยลงทุนในหุ้นทุกตัวที่เข้าเงื่อนไข

Year ผลตอบแทน ผลตอบแทน Difference t-value
เงินลงทุน ตลาด
……………………………………………………………………….
1996 2.28% -31.57% 33.86% 5.9023*
1997 -17.25% -49.14% 31.89% 3.8316*
1998 35.77% -3.19% 38.96% 3.5139*
1999 59.97% 36.05% 23.92% 2.5745*
2000 39.32% -42.36% 81.68% 7.5672*
2001 69.23% 14.94% 54.29% 9.0323*
2002 66.01% 20.04% 45.97% 3.2335*
2003 99.46% 118.48% -19.02% -1.4074
2004 32.94% -10.73% 43.67% 3.1718*
2005 5.13% 10.21% -5.08% -1.4516
2006 63.78% -0.51% 64.29% 1.6845*
2007 19.57% 29.53% -9.96% -2.0463
2008 -15.67% -40.99% 25.33% 7.9761*
2009 90.06% 66.90% 23.17% 3.4264*
2010 72.65% 43.52% 29.13% 2.2472*
………………………………………………………………………….
ผลตอบแทน 36.69% 2.40% 34.29%
ต่อปีแบบทบต้น
…………………………………………………………………………..
ตัว t value เป็นการแสดงความเชื่อถือได้ทางสถิติครับ
………………………..

PB < 1 && PE < 3 && ปันผล > 3% โดยลงทุนในหุ้น 30 ตัวแรกที่มี PB ดีที่สุด และลงเงินเท่าๆ กันทุกตัว

pbpe2

Graph เปรียบเทียบการลงทุน

PB < 1 && PE < 3 && ปันผล > 3% โดยลงทุนในช่วง 15 ปีตั้งแต่ 1966-2010 ปรับ Port ใหม่ทุกต้นปี แล้วเลือก 30 หุ้นใหม่ VS ลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาด

graphpbpePB < 1 && PE < 3 && ปันผล > 3% โดยแบ่งหุ้นเป็น 2 กอง
กองแรก มี pe ต่ำสุด 30% (ถือว่าเป็นหุ้นมูลค่า)
กอง2 มี pe สูงสุด 30% (ถือว่าเป็นหุ้นเติบโต)
ปรับ Port ใหม่ทุกต้นปี แล้วเลือกใหม่ 2 กอง ลงทุน 15 ปี

pbpe3Graph แสดงอัตราผลตอบแทน Value VS Growth โดยเริ่มต้นเงินลงทุน 1,000,000 บาท เท่าๆ กัน

growthvsvalueบทส่งท้าย

งานวิจัยทางวิชาการการเงินการลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเมืองไทย เน้นไปทางการลงทุนหุ้นเพราะพอจะหาข้อมูลได้บ้าง แม้ว่ายุ่งยากไม่สะดวกเท่าในต่างประเทศ แต่ก็ดีกว่าการเงินด้านอื่นๆ ที่ไม่มีฐานข้อมูลทันสมัยเลย

งานวิจัยทางวิชาการเรื่องหุ้น ที่ทำกันก็จะเป็นการทดสอบว่าทฤษฎี หรือวิธีการไหนลงทุนแล้วได้ผล ตัวอย่างเช่นที่ผมพยายามทำใน 2-3 ปีนี้ และตอนนี้พยายามทำแบบที่เอาไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายที่สุด เพื่อให้งานวิจัยเป็นประโยชน์สำหรับคนทั่วไปด้วย

แต่งานทุกอย่างก็มีข้อจำกัด งานวิจัยเรื่องหุ้นจะมีข้อจำกัดอย่างมากคือ เป็นการทดสอบย้อนหลัง แสดงว่าย้อนหลังใช้ได้ ซึ่งประโยชน์จะได้มาก หากสามารถเอาไปใช้กับอนาคตได้ แต่ในชีวิตจริงจะไม่แน่เสมอไปว่า
สิ่งที่เกิดในอดีต ทำได้ในอดีต จะเป็นจริงในอนาคต ไม่เหมือนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เศรษฐศาสตร์การเงินการลงทุน เอาแน่ไม่ได้

ปัญหาอีกอย่างของการนำเอาการวิจัยเรื่องหุ้นไปใช้จริง คือการลงทุนที่ดี ต้องมีการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ใช้เหตุใช้ผล เช่นเมื่อดูกำไร ก็ต้องดูว่ากำไรที่กิจการทำได้และประกาศนั้น จะสามารถรักษาไว้ได้ในอนาคตหรือไม่
หากดูการเติบโต ต้องพินิจต่อว่าจะเติบโตได้แค่ไหน

กำไรที่ประกาศเป็นกำไรพิเศษเฉพาะครั้งนั้นๆหรือไม่ หรือเป็นกำไรทางบัญชี ที่ไม่มีเม็ดเงินมาเกี่ยวข้องหรือไม่
และอื่นๆอีกที่ต้องดู  เช่นความเสี่ยงความไม่แน่นอนประกอบในการลงทุน

ในการทำวิจัย เมื่อทดสอบอดีต จะไม่เอาดุลยพินิจมาเกี่ยวข้อง ดูกันด้วยตัวเลขเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อจะเอาวิธีการที่ใช้ในการวิจัยไปใช้ลงทุนจริง จะเป็นข้อจำกัดอย่างมาก เพราะในการลงทุนจริง การวิเคราะห์และดุลยพินิจ จะต้องใช้เสมอครับ

โดยสรุปแล้ว ผมจึงมักบอกพวกเราเสมอว่า งานวิจัยเป็นแค่งานวิจัย มีข้อจำกัดมาก บอกได้แค่ว่า วิธีการเหล่านี้น่าจะใช้ได้ผล แต่ไม่รับรองผลครับ และควรนำไปประยุกต์รวมกับวิธีการอื่นๆที่เราเห็นสมควรครับ