เพื่อนกับการเมือง

หลายวันมานี้ รู้สึก “อิหยังวะ” กับสังคมไทยช่วงนี้มาก คนรอบตัวหลายคน เชื่อ conspiracy theory หลายคนฟัง politicized/biased opinions แล้วเชื่อตามทันที พอเอา evidence based data หรือ facts ให้ดูก็หาว่าหมกมุ่น ว่าบ้าการเมือง… ซะงั้น… จริงๆ พอจะเข้าใจ ว่าการแย้งเพื่อนที่เชื่อฝังหัวไปแล้ว รังแต่จะทำให้บาดหมางกัน และหลายครั้งก็รู้สึกได้ แต่ไม่ว่ายังไง ก็ยังเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องผิด หากเราทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ หวังว่าวันนึง “เพื่อน” จะเข้าใจเจตนาของเรา “Always stand for what you believe in, even if it means standing alone.”

เงินลงทุนที่สูญเปล่า กับสิ่งที่เสียไป อย่างไม่หวนกลับ

ไม่กี่วันก่อนเป็นวันครบรอบแต่งงาน เลยได้ย้อนกลับไปดูรูปวันแต่งงานที่ Google Photos โชว์ขึ้นมาใน memories’ feed มีรูปนึงที่ดูแล้วสงสัยมาก คือ รูปสินสอด เท่าที่จำได้คือตอนสู่ขอ ตั้งใจว่าจะให้สินสอดเป็นเงินสด 200,000 บาท แต่พอดูในรูป กลายเป็น 400,000 บาท คือมีอีก 200,000 บาท (ที่เป็นแบงค์พัน) วางทับอยู่บนสินสอดเดิม ถามแอนภายหลังถึงรู้ว่าทางยาย (แม่แอน) ไม่อยากให้สินสอดดูน้อยเกินไป จึงนำเงินส่วนตัวมาวางเพิ่มให้อีก 200,000 บาท แล้วอ้างว่าอยากให้ครบ 400,000 บาท เพราะเลข 4 เป็นเลขมงคล ทั้งที่จริงๆ เลข 4 เป็นเลขค่อนข้างไม่ดี เพราะออกเสียง “ซี้” ที่แปลว่า “ตาย” ในภาษาจีน หลังจากจบพิธีการ แม่แอนก็ยังยกเงินก้อนนี้ให้ เพื่อนำไปใช้เป็นทุนตั้งตัว แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าทำไมจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย จนมาช่วงพิธีจัดเลี้ยงตอนเย็น มันจะมีกล่องใส่ซอง ที่จำได้ว่าช่วยกันนับซอง หลังจบงาน นับได้ประมาณ 200,000 บาท […]

Lump sum vs DCA

เปรียบเทียบการลงทุนแบบ Lump sum (ลงเงินก้อน) และแบบ DCA (ทะยอยออม) แหงเริ่มต้นออมด้วยเงินไม่กี่หมื่นบาท/เดือน และมีเงินตั้งต้นก้อนแรกประมาณ 100,000 บาท นับย้อนไปตอนแหงเริ่มออม กุเริ่มต้นด้วยเงินที่มากกว่าเงินเริ่มต้นแหงเกือบ 30 เท่า ตอนวางแผนการออมให้แหง คิดแค่ว่า ออมไปเรื่อยๆ ประมาณ 20 ปี น่าจะถึงเป้าหมายการออม แต่ด้วยแหงประหยัด เติมเงินออมไม่เคยขาดทุกเดือน และออมมากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่มีโอกาส และ/หรือ มี extra income (เงินเดือนขยับสูงขึ้น, ได้โบนัส, ขายสิ่งของที่ไม่จำเป็น/ไม่ได้ใช้) ช่วงปีแรกๆ พอร์ทแหงยังตามหลังอยู่มาก แต่พอเวลาผ่านไป มีเหตุการณ์ต่างๆ นาๆ เกิดขึ้น (ในหลวงสวรรคต/โควิด/etc) ตลาดเกิดความผันผวน ทำให้เกิดโอกาสในการลงทุน อย่างที่ไม่เคยเกิดในรอบหลายปี จังหวะนี้ทำให้แหงได้สะสมหุ้นดีๆ ในราคา grand sale เป็นจำนวนมาก (เงินออมเท่าเดิม แต่กลับได้ shares มากขึ้น เพราะราคาหุ้นถูกลงๆ) และในระหว่างทางแหงก็มีขายรถที่ไม่ค่อยได้ใช้ และนำเงินมาลงทุนเพิ่ม […]

ความเข้าใจผิด

ในชีวิตมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ช่วงวัยเด็ก ก็พยายามอธิบาย เพราะกลัวเสียเพื่อน เสียมิตรภาพที่ดีๆ ไป พออายุมากขึ้น เริ่มเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เรื่องบางเรื่อง แม้จะมีการเข้าใจผิด คนที่เข้าใจเรา ยังไงก็เข้าใจ แม้ไม่ต้องอธิบาย/แก้ตัวใดๆ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจเรา ยังไงก็ไม่เข้าใจเราอยู่ดี

ทำเพื่ออะไร

หลังๆ มานี้ เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับการลงทุน รวมถึงการเขียนบทความ และให้ความรู้ด้านการลงทุนกับคนรอบตัว เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าการที่เราแชร์ความรู้ เพื่อให้คนที่พอมีฐานะ มีฐานะดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก เราทำไปเพื่ออะไร มันช่วยให้สังคมดีขึ้นตรงไหน… เคยฟัง podcast ตอนนึง ชอบมาก แนะนำว่าให้เรา project ตัวเราเองในอนาคต ว่าอีก 10-20 ปี ข้างหน้า อยากเห็นตัวเราเองเป็นยังไง มานั่งคิดดู เราคงไม่อยากเป็นคนที่คอยสร้างความโลภในใจคนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตมันควรมีความหมายมากกว่าแค่การปั้นตัวเลขในบัญชี นอกจากเราจะเดินหลงทางแล้ว ยังพาคนรอบตัวเดินผิดทางตามกันมาเป็นขบวน ทุกคนฝันหวานถึงตัวเลขหลายหลักในบัญชี ทั้งที่เจตนาจริงๆ ในการแชร์ความรู้ด้านการลงทุน คือ ช่วยให้คนรอบตัวเรา ได้รู้จักวางแผนการออม เพื่อไม่ลำบากในบั้นปลายชีวิต แต่ความโลภไม่เคยปราณีใคร… ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง… เราทุกคนปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ จนหลงลืมไปว่าวันนึง เราก็จะแก่ตัวลง กินได้น้อยลง เที่ยวได้น้อยลง ทำอะไรได้น้อยลง ตัวเลขหลายหลักในบัญชี แทบไม่มีความหมายในบั้นปลายชีวิต ความร่ำรวยจะมีประโยชน์อะไร ถ้าสังคม และชุมชนรอบตัวเรา ยังอยู่กันอย่างยากลำบาก บางครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้อ บางครอบครัวขาดโอกาสทางการศึกษา บางครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัว เพราะเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขที่ดีพอ ฯลฯ […]

จิตวิทยาการลงทุน

บ่อยครั้งที่มนุษย์เราเลือกตัวเลือกที่ไม่สมเหตุสมผลในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่าการกินผัก ผลไม้ และกินแต่พอดี ดีกับร่างกาย แต่เรากลับเลือกกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง กินเนื้อสัตว์ในปริมาณมากๆ หรือ เรารู้ว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่เรากลับไม่ทำ อ้างไม่มีเวลา อ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย นี่เป็นหนึ่งในกับดักทางจิตวิทยาในชีวิตประจำวันของเรา เราจะมาดูกันว่า กับดักทางจิตวิทยา มีผลกับการตัดสินใจลงทุนของเราอย่างไรบ้าง กับดักตัวแรก มั่นใจในตัวเองมากเกินไป ถ้ามีคนถามเราว่าความสามารถในการขับรถของเรา อยู่ในระดับไหน คนส่วนใหญ่จะตอบว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย น้อยคนจะคิดว่าตนเองขับรถได้แย่กว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งในทางสถิติ ค่าเฉลี่ยเป็นค่ากลาง ที่มีด้านดีกว่าค่าเฉลี่ย และแย่กว่าค่าเฉลี่ย อย่างละเท่าๆ กัน การที่คนส่วนใหญ่คิดว่าตนเองขับรถได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย บ่งบอกว่าเรามีความมั่นใจในตนเองสูงกว่าความเป็นจริง การที่เรามั่นใจในตนเองมากเกินพอดี ทำให้เราลงทุนผิดพลาดได้ เช่น การลงทุนในตราสารทุนที่มีความเสี่ยง แต่เรากลับมั่นใจอย่างผิดๆ ว่าไม่เสี่ยง การไม่รับฟังความเห็นแย้งของผู้อื่น เพราะคิดว่าเราถูกฝ่ายเดียว ลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนไม่ดี แต่เรากลับคิดว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ลงทุนในหุ้นตัวเดียว หรือน้อยตัว โดยไม่กระจายความเสี่ยง ใช้มาร์จิ้น หรือกู้เงินมาซื้อเพิ่ม ด้วยความมั่นใจที่มากเกินไป กับดักตัวที่สอง ยึดติดกับราคาอ้างอิง เรามักจะจำว่าหุ้นที่เราเคยซื้อ มีต้นทุนเท่าไหร่ และยึดติดกับราคานั้น เช่น สมมุติเราซื้อหุ้น A […]

1 2 52